[SS]4211:Sleeping Tree
posted on 04 Nov 2009 12:58 by irindel in SideStoryThis entry is a part of Cubicschool Project.
---------------------------------
0.
ดวงจันทร์เสี้ยวสีขาวเปล่งแสงซีดจางอย่างเดียวดายบนท้องฟ้าสีดำสนิท ไร้ซึ่งดวงดาวนับร้อยคอยเคียงข้างเช่นคืนก่อน กลุ่มเมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวข้ามผ่านโค้งฟ้ากว้างอย่างเชื่องช้า บางครั้งก็บดบังดวงจันทร์เสี้ยวเสียมิด ยามแสงนวลตาเลือนหาย บริเวณโดยรอบก็พลันตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่โอบล้อมกลืนกินสิ้นทุกสิ่ง...
สายลมเย็นยะเยียบยามค่ำคืนพัดผ่านหมู่แมกไม้ ลอดผ่านใบไม้ใบแล้ว ใบเล่า ก่อเกิดเสียงเสียดสี ฟังคล้ายเสียงคนหมู่มากพากันกระซิบกระซาบบอกเล่าความลับต่อๆกันไป เว้นแต่เพียงเสียงหนึ่ง...
...เสียงสะอื้นไห้อย่างแผ่วเบา... เบาเสียจนแทบจะถูกกลืนหายไปกับสายลม...
...ขอโทษ... ขอโทษนะ...
...อยากเจอ... อยากเจอเธอเหลือเกิน...
--------------------------------------------------------
1.
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2552 เวลา 08.30 น.
เข้าฤดูหนาวแล้ว แม้อุณหภูมิจะยังไม่ลดลงมากนัก แต่แสงแดดในยามเช้าก็อบอุ่นอ่อนโยน ไม่แผดเผาเหมือนที่เคยเป็นมาตลอดปี สายลมเย็นพัดโชยเอื่อยเข้ามาในวนอยู่รอบห้องเรียนก่อนจะลูบไล้สัมผัสผิวแก้มของเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรอเวลาเข้าเรียนอยู่ เด็กสาวนิ่วหน้าเล็กน้อยแล้วเบนสายตากลับมามองบรรดาเพื่อนๆในห้องเรียน นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองไปรอบๆจนมาหยุดอยู่ที่เด็กสาวอีกคนทีนั่งอยู่ติดริมหน้าต่าง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมดูยุ่งเหยิง กระเซิงเล็กน้อยถูกรวบถักเป็นเปียไว้หลวมๆเหมือนเจ้าตัวรวบไว้เพื่อให้พ้นรำคาญมากกว่าจะใส่ใจในความสวยงามจริงจัง แสงแดดอ่อนอุ่นยามสายส่องลงมากระทบเรือนผมสีดำสนิทเป็นประกายวาววามราวกับมีใครเอามงกุฏมาสวมให้
ภัษสประภา ประสานคุณ กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับภารกิจตรงหน้าโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัวใดๆทั้งสิ้น บนโต๊ะเรียนของเธอมีกระดาษแผ่นเล็กแผ่นใหญ่วางกันอยู่ระเกะกะเต็มไปหมด เธอสาละวนหยิบกระดาษแต่ละแผ่นนขึ้นมาอ่าน วางลง แล้วก็หยิบแผ่นใหม่ขึ้นมาอ่านอีก แยกออกเป็นกองๆ หลายกองด้วยกัน
ปรินทิพย์ สิริอนันต์กาลเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อนสาวอยู่นานช้ากว่าจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา
"ขนุนทำอะไรอยู่เหรอจ๊ะ?" เธอเดินเข้ามาเสนอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มจะคาบกระดาษไว้ในปากเพราะไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน
"ให้เราช่วยมั้ย?" เธอเอื้อมมือไปดึงกระดาษที่อีกฝ่ายคาบไว้ออกมาอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีดำสนิทเหลือบมองตัวหนังสือที่เรียงแถวกันเต็มหน้ากระดาษแล้วคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันน้อยๆ เนื้อหาของข้อความที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นทำให้เธอถึงกับเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนด้วยความสงสัย
"นี่มัน..."
"วายนิวส์คราวนี้ เห็นหยินว่าจะทำเรื่องเจ็ดสิ่งลี้ลับในโรงเรียนของเราน่ะ ขนุนเลยช่วยรวบรวมข้อมูลให้" ขนุนหันมาส่งยิ้มให้เธอจนตาหยีหลังกรอบแว่นหนาสีสดใส เธอพูดเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในขณะที่คนถามยังคงข้องใจ
"เจ็ดสิ่งลี้ลับในโรงเรียน... แต่นั่นมันเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นนี่"
"ที่โรงเรียนไหนก็มีได้" ขนุนหัวเราะคิกพลางหลิ่วตาให้ "เรื่องผีมันไม่มีพรมแดนซะหน่อย"
...แปลว่าจะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เขียนข่าวได้ ดังได้ และถ้ามีหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวนี้ออกมาจริงๆก็คงขายได้... อย่างนั้นสินะ...เธอคิดในใจพลางก้มลงกวาดตามองเอกสารนับสิบๆแผ่นที่กระจายอยู่เต็มโต๊ะของเพื่อน
"แล้วนี่ไปเอาข้อมูลจากที่ไหนมาเยอะแยะ"
"ก็ถามคนอื่นเขามาทั้งนั้นแหละจ้า ทั้งป้าแม่บ้าน ลุงคนสวน ยามยอด พี่รอน พี่กล้า ธูปเอย ปอเอย..."
ทันทีที่ชื่อสุดท้ายหลุดออกมา ปลาก็เลิกคิ้ว
"ปอ...งั้นเหรอจ๊ะ?" นัยยะในน้ำเสียงบ่งบอกชัดแจ้งโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม
...จะเชื่อเรื่องที่คนคนนั้นพูดได้แค่ไหน?...
หลังจากอยู่ด้วยกันมาเกือบปี แม้จะไม่มีโอกาสได้สนทนาวิสาสะโดยตรง แต่กิตติศัพท์ร่ำลือหนาหูว่าหนุ่มน้อยหน้าสวยคนนั้น"อำ" คนเก่งไม่ใช่เล่น ยิ่งเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ได้ยากอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะแต่งเติมเสริมแต่งเรื่องราวให้พิสดารไปถึงไหน
"จ้า..." ขนุนลากเสียงยาว น้ำเสียงทั้งหงุดหงิด ทั้งขำปะปนกันไป
"ก็เพราะอย่างนี้ไง ขนุนเลยว่าจะไปตรวจสอบดูซะหน่อยว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนหลอก" คำบอกเล่าของเพื่อนสาวทำเอาปลาสะดุ้งเฮือก
...หนักกว่าเดิมอีกนะนั่น...
"จะตรวจสอบยังไงจ๊ะ อย่าบอกนะว่าจะแอบเข้ามาในโรงเรียนตอนกลางคืน" ปลารีบชิงดักคออีกฝ่ายเสียก่อน แต่หัวใจก็มีอันต้องหล่นวูบลงไปเกือบถึงตาตุ่มเมื่อเพื่อนสาวตัวดีพยักหน้ารับหน้าตาเฉย
"ก็คงต้องอย่างนั้นแหละ"
"ม่ะ... ไม่ได้นะ... มันอันตราย..." ปลารีบร้องห้ามเพื่อนเสียงหลงก่อนจะอธิบายเสียงอ่อยเมื่อเห็นเพื่อนมองกลับมางงๆที่จู่ๆเธอก็ร้องออกมาเสียดังลั่น
"ก็... เป็นผู้หญิงคนเดียวมาเดินอยู่ในที่ที่ไม่มีคนอยู่ค่ำๆมืดๆ มันอันตรายออกจะตายไป"
...นั่นเป็นเหตุผลที่พอจะ"ฟังขึ้น" ที่สุดเท่าที่ปลาจะคิดออกได้ในตอนนั้น ในโลกที่ยังพิสูจน์เกือบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างนี้ จะให้เธอบอกเพื่อนได้อย่างไรเล่าว่าในยามราตรีที่ความมืดเข้าครอบครองโลกนั้น...
...ไม่ได้มีแต่มนุษย์หรอกนะที่ออกมาเดินกันอยู่ขวักไขว่เต็มท้องถนนน่ะ...
แต่ดูเหมือนคำเตือนของเธอจะส่งไปไม่ถึงอีกฝ่าย เพราะขนุนหันมาบอกเธอเสียงใส
"เรื่องนั้นน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะขนุนกะว่าจะให้ภัทรอยู่เป็นเพื่อนด้วย เนอะภัทร" ท้ายประโยคเจ้าตัวหันไปพูดกับเพื่อนสนิทหนุ่มหน้าหวานที่เพิ่งเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
"ให้มาเป็นเพื่อนขนุนในโรงเรียนตอนดึกๆน่ะนะ?" หนุ่มน้อยยิ้มหวาน ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายพราวระยับอย่างขบขัน
"ขอคิดดูก่อนนะ..." ริมฝีปากบางแย้มออกเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แสนกล จนแม้แต่คนที่สามที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายโดยตรงอย่างเธอยังอดรู้สึกหนาวๆร้อนๆไม่ได้
"น่า ภัทร มาเป็นเพื่อนกันหน่อยเหอะ" ขนุนดูเหมือนจะไม่ได้สำเหนียกถึงอันตรายใดๆที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้รอยยิ้มนุ่มนวลนั้น ยังคงเอ่ยชวนอีกฝ่ายเอาง่ายๆเหมือนชวนไปกินข้าวมันไก่หน้าปากซอย
"ก็ได้" ภัทรตกปากรับคำโดยง่ายผิดคาด หลังจากนิ่งเงียบให้ทั้งขนุนและเธอลุ้นอยู่นานกว่าอึดใจ เธอถึงกับเหลือบมองคนพูดอย่างประหลาดใจ แต่ที่เห็นก็ยังคงมีเพียงใบหน้าที่ยิ้มละไมเท่านั้น
...ทว่าคราวนี้ขนุนดูเหมือนจะเริ่มรู้ตัวว่าของฟรีไม่มีในโลก...
"แต่..." ภัทรเอ่ยเสียงหวาน ลากยาวแฝงความหมายมาดเอาไว้เต็มเปี่ยม เด็กสาวทำหน้าเหนื่อยหน่าย ประโยคว่า "เอาอีกแล้วมั้ยล่ะ" ตัวโตๆเขียนไว้เด่นหราอยู่บนใบหน้า ท่าทางเด็กหนุ่มก็จะรู้เหมือนกัน เพราะรอยยิ้มหวานนั้นยิ่งขยายกว้าง
"ค่าตัวฉันแพงนะ"
"เลี้ยงขนมหนึ่งมื้อ เอ้า" ขนุนเสนออย่างใจป้ำ แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเบ้ใส่ แล้วควักเอาอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง วางลงบนโต๊ะ
"แค่นั้นก็เอาแต่เจ้ากบไปละกัน"
"ภัทรอ้ะ!!!" เด็กสาวโวยใส่ทันที และปลาก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องถอยฉากแล้ว...
...ปล่อยให้ "เพื่อนสนิท" เขาตกลงกันเอาเองละกัน...
------------------------------------
2.
...มีจริงๆเสียด้วย...
ปรินทิพย์ สิริอนันต์กาลยืนนิ่งอยู่ที่ประตูหน้าของโรงเรียนพลางจ้องมองไปยังอะไรบางอย่างบนพื้นถนนที่ถอดตัวยาวผ่านหน้าโรงเรียนแทบจะไม่กระพริบตาพลางนึกแปลกใจตัวเองอยู่ครามครันว่าตัวเองก็เดินผ่านเข้าออกประตูหน้าโรงเรียนอยู่ทุกวัน ไฉนจึงไม่เคยมองเห็นสิ่งผิดปกติที่ว่านี้เลยแม้สักครั้ง
"มีอะไรเหรอครับ น้อง เห็นมายืนจ้องตรงนี้อยู่ตั้งนานแล้ว" ยามยอด หรือที่เจ้าตัวพอใจจะให้เรียกว่า ซีเคียวริตี้ การ์ด มากกว่า เดินเข้ามาถามไถ่อย่างห่วงใยเมื่อเห็นว่าเด็กสาวมายืนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนนานแล้ว
"เอ่อ... นั่น... 'มัน' มาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"
ยามหนุ่มมองตามมือของเด็กสาวที่ชี้ไปก่อนจะร้องอ๋อ
"แอ่งน้ำนั่นน่ะเหรอครับ... มีมาตั้งอาทิตย์กว่าๆแล้วล่ะครับ"
แอ่งน้ำที่ว่านั้นมีขนาดเล็กพอที่คนหนึ่งคนจะลงไปยืนอยู่ได้พอดี คะเนจากสายตาดูแล้วก็ไม่น่าจะลึกสักเท่าไรนัก
...ก็แค่แอ่งน้ำธรรมดา...
...ก็ดูน่าจะเป็นอย่างนั้น...
...แต่ว่า... ฝนไม่ตกมาตั้งเป็นเดือนแล้ว...
...ใกล้กับบริเวณแอ่งน้ำก็มีท่อระบายน้ำอยู่... และผิวถนนก็เรียบไม่ได้ยุบเป็นหลุม...
...แต่แอ่งน้ำนั้นไม่เคยเล็กลง... แต่ก็ไม่ขยายใหญ่ขึ้น... และดูเหมือนน้ำก็ไม่ไหลลงท่อระบายน้ำไปด้วย...
"แปลกดีนะครับ เมื่อวันก่อนน้องขนุนก็เพิ่งมาถามผมเรื่องนี้ไปเอง" ยามยอดตั้งข้อสังเกต
"ก็เพราะขนุนเล่าให้ฟังน่ะค่ะ เลยอยากมาดูให้เห็นกับตาตัวเองว่าจริงหรือเปล่า" เด็กสาวไม่ได้บอกพี่ซีเคียวริตี้ การ์ดหรอกว่าบทสัมภาษณ์ที่พี่เขาพูดถึงเรื่องแอ่งน้ำปริศนาไปอยู่ในแฟ้มข้อมูล และพร้อมจะกลายเป็นหัวข้อเม้าธ์สุดฤทธิ์ทั่วโรงเรียนได้ในพริบตาทันทีที่วายนิวส์ฉบับใหม่ออกสู่สายตาสาธารณชน
...แปลก... แปลกจริงๆ... ไม่ว่าจะมองยังไงก็ยังรู้สึกแปลก...
...เหมือนมีอะไรหลงเหลืออยู่จางๆ... จะว่ากลิ่นก็ไม่ใช่... อะไรกันนะ...
...เบาบางราวใยแมงมุม... แทบไม่รับรู้ถึงสัมผัส...
...แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอันผิดแผกออกไป...
เด็กสาวหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ยาว แล้วค่อยๆผ่อนลมออกช้าๆ เป็นการตั้งสมาธิอย่างง่ายๆโดยใช้ลมหายใจเป็นตัวกำหนดซึ่งเธอจะใช้เสมอยามที่ถูก"รบกวน"จากสัมผัสอื่นที่สัมผัสพื้นฐานทั้งห้าของมนุษย์ไม่อาจรับรู้ได้
...ความรู้สึกแบบนี้นี่มัน...
...จิตอาวรณ์อย่างนั้นหรือ...
เด็กสาวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ ดวงตาสีดำสนิทยังคงจับจ้องไปที่แอ่งน้ำเช่นเดิม ต่างกันที่ว่าคราวนี้ เธอ... เห็นอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมาด้วย...
...ใครคนหนึ่ง... กำลังยืนอยู่ในแอ่งน้ำนั่น...
กรอบโครงร่างนั้นจางจนแทบกลืนหายไปกับฉากหลังแต่พอจะเห็นได้ว่า"ใคร"คนนั้นกำลังยืนไหล่ค้อมลง ศีรษะก้มต่ำ ดูจากความสูงแล้ว เธอคิดว่าน่าจะเป็นผู้ชาย... เด็กสาวหรี่ตาลง พยายามเขม้นมองโครงร่างบางใสผ่านเปลวแดดร้อนระอุยามเที่ยงวัน... หลังจากจ้องอยู่นาน เธอก็เห็นว่า... ส่วนที่คงจะเป็นไหล่ของใครคนนั้นกำลังสั่นระริก...
เด็กสาวยกมือทั้งสองข้างขึ้นแตะหูแล้วหลับตาลง ตั้งสมาธิให้อยู่แต่กับร่างโปร่งใสตรงหน้า ไม่นานนักเสียงอึงอลรอบๆตัว ทั้งเสียงยวดยานพาหนะจากท้องถนน เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวจากเพื่อนๆและรุ่นน้องในโรงเรียน หรือแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ไหวดังซู่ซ่าก็ค่อยๆจางหายไป... เหลือเพียงเดียว...
...มันเป็นเสียงสะอึกสะอื้น...
...กำลังร้องไห้อยู่งั้นเหรอ...
ขาของเด็กสาวก็ขยับพาเธอเดินเข้าไปใกล้แอ่งน้ำนั้นช้าๆโดยไม่รู้ตัว มือของเธอยื่นออกไปหาร่างบางใสนั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เหมือนว่าความเจ็บปวด ความโศกเศร้าของอีกฝ่ายนั้นได้ถ่ายทอดเข้ามาสู่ตัวเธอราวกับสายน้ำที่ค่อยไหลรินเอื่อย
สายลมเย็นพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงใครคนหนึ่งก็ดังก้องเข้ามาใส่โลตประสาทราวกับเจ้าตัวมากระซิบอยู่ริมหูเธอนี่เอง
...อย่านะ... อย่าแตะต้องเขานะ!!!...
ทว่า สายเกินไป... ทันทีที่ปลายนิ้วของเด็กสาวสัมผัสเข้ากับร่างโปร่งใสนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสก็แผดก้องจากร่างปริศนาตรงหน้า เด็กสาวรู้สึกได้ถึงแรงระเบิดที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะร่างของเธออย่างแรงจนเธอเสียหลักหงายหลังร่วงลงไปสู่ความว่างเปล่า....
...จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ...
TBC.
--------------------------------------------
สรุป
-
เช้าวันหนึ่งปลาเห็นขนุนกำลังรวบรวมเรื่องลี้ลับในโรงเรียนอยู่
-
พอตอนพักเที่ยงปลารู้สึกสงสัยเรื่องแอ่งน้ำหน้าประตูโรงเรียนเลยแวะไปดู
-
ปรากฎว่าเจอใครคนหนึ่งยืนอยู่ในแอ่งน้ำ... กำลังร้องไห้...
-
พอปลาเอื้อมมือไปแตะตัวเข้าก็เป็นเรื่องเลยทีนี้...
----------------------------------------------
หมายเหตุ
-
เอนทรีนี้คิดพลอต วางโครงมาตั้งแต่ต้นปี แต่ดองไว้เพราะไม่มีเวลา และมันควรจะเสร็จตั้งแต่วันฮัลโลวีน แต่เพราะสังขารไม่เที่ยง... เอ้ย! ไม่อำนวย บวกงานเข้า เลยต้องปั่นวันละเล็ก ละน้อยจนเสร็จ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด (หมายถึงพลอตดิ้นได้ ออกอ่าว ออกทะเลไป ) คาดว่าน่าจะสักสองสามตอนจบ
-
เอนทรีนี้อยู่ในโครงการดึงตัวละคร"หลืบ"ออกมาเล่น (/โดนเหล่าผปค.รุมตรบ) หากมีคาแรคเตอร์ผิดเพี้ยนไปบ้าง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ถ้าทางผปค.มีเวลาว่างมาช่วยแก้ให้จะเป็นพระคุณยิ่ง
-
ถึงตอนนี้จะเป็น4211 แต่คู่พระคู่นางตัวจริงของซีรี่ย์นี้ไม่ใช่สองคนนี้นะคะ เผอิญตอนนี้มีแต่สองคนนี้ออกโรง พระเอกมาตอนหน้า...ละมังคะ (คนเขียนเองยังไม่แน่ใจเลย 555)
-
ไหนว่างานเข้า... ไหนว่าไม่ว่าง... ไม่มีเวลาเขียน... อ่า... ก็จริงค่ะ... แต่... ผปค.เป็นโรคแพ้ลมหนาวอย่างรุนแรง ลมหนาวพัดมาทีไร ผปค.จะกระดี๊กระด๊า อารมณ์ดีสุดๆ ไอเดียเขียนฟิคจะกระฉูดหลั่งไหลมา เทมาประดุจเขื่อนแตกจนทนไม่ไหวต้องลงมือเขียน คาดว่าถ้าอากาศยังหนาวประมาณนี้ ลมแรงดี อาจจะเคลียร์เอนทรีคิวบิกที่รอจ่อคิวไว้หมดเลยก็ได้นะ (ฝันเข้าไปเหอะ เอร็งเอ๊ยยยย)
-
แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อของซีรี่ย์นี้ค่ะ