[SS]Desperado

posted on 28 Oct 2009 16:25 by irindel  in SideStory

This entry is a part of Cubicschool Project.

เอนทรีนี้สืบเนื่องจากเอนทรี แผลเป็น  น้ำตา  ขอโทษและขอบคุณ

------------------------

1.

 Desperado, why don't you come to your senses?
You been out ridin' fences for so long now

Oh, you're a hard one
But I know that you got your reasons
These things that are pleasin' you
Can hurt you somehow

เสียงเพลงจากวิทยุดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสีน้ำตาลหลังกรอบแว่นหนากระพริบปริบเมื่อความนัยที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลงทำให้เธอนึกถึงใครคนหนึ่ง

 

...เจ้าของดวงตาสีน้ำข้าวที่แสนจะเย็นชาคู่นั้น...

 

อาจจะเป็นเพราะหนึ่งปีที่ผ่านมา เอมิกาทุ่มเทความสนใจให้กับแพรวนภาเป็นพิเศษ... มากเกินไปจนไม่ทันได้สังเกตว่าในชั้นเรียนของเธอยังมีระเบิดเวลาซุกซ่อนอยู่อีกหนึ่งลูก

แม้จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตาตัวเอง แต่คำบอกเล่าจากคนอื่นๆที่บอกเล่ามาก็ชัดเจนเสียจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สงสัยอะไรอีก และเธอคงตัดสินไปแล้วว่คนคนนั้นเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจจนเสียนิสัย อะไรขัดใจเป็นไม่ได้ ต้องอาละวาดเหมือนใครบางคนที่เธอเคยเจอมา

 

...ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกห้องจัดงานในคืนนั้น...

 

...มงกุฎดอกไม้แสนสวยที่ถูกเจ้าของเตะทิ้งอย่างไม่ไยดีจนพังยับเยิน...

 

...และแววตาที่มองสบมา... แววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดซุกซ่อนอยู่ภายใต้เกราะหุ้มที่เป็นหนามแหลมคอยทิ่มแทงผู้ที่เข้าใกล้...

 

...ช่างเหมือนกับใครคนหนึ่งที่เธอเคยรู้จัก... เหลือเกิน...

----------------------------------------

2.

"ไอริสคะ" เอมิกาเอ่ยเรียกนักเรียนสาวที่เธอพยายามเดินตามหามาจนแทบจะหมดเวลาพักกลางวัน ในที่สุดก็มาพบตัวที่ศาลาในสวน ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อ เด็กสาวก็หันหน้ามามอง พอเห็นว่าเป็นเธอเท่านั้น สีหน้านิ่งเฉย ติดจะครุ่นคิดอะไรอยู่ก็เปลี่ยนไปในทันที ดวงตาสีน้ำข้าวทอประกายเย็นชา ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆเหมือนเจ้าตัวคว้าหน้ากากขึ้นมาใส่ในพริบตา ร่างบางลุกขึ้นจากม้านั่ง ทำความเคารพอย่างส่งๆแบบขอไปทีแล้วทำท่าจะเดินจากไป แต่เอมิกาเรียกไว้เสียก่อน

"อยู่ก่อนสิคะ ไอริสา ครูมีเรื่องอยากจะพูดด้วย" เอมิกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งๆที่หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอกำลังจะทำต่อไป

...มนุษย์ปุถุชนทั่วไปย่อมยินดีจะได้รับคำชมเชยและคำหวานรื่นหู มากกว่าถ้อยคำ วิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเตียน ก่นด่าถากถาง วาจาเผ็ดร้อนระคายหู ชวนให้ขุ่นเคืองใจ...

...แต่เพราะเป็นครู... มีหน้าที่ต้องว่ากล่าวตักเตือนเมื่อนักเรียนทำผิด... ดังนั้นจึงต้องทำในสิ่งที่ควรทำ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการโดนนักเรียน"เชือด"เอาจนเลือดไหลหลั่งรินบ้างก็ตาม...

ไอริสหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ริมศาลาเช่นนั้น แม้เอมิกาจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งในศาลา เจ้าหล่อนก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับตามมานั่งด้วยกันแต่อย่างใด ยังคงยืนนิ่งกอดอก ทำหน้าบึ้งถมึงทึงอยู่เช่นนั้น จนเอมิกาอดจะลอบถอนหายใจไม่ได้

...นี่ถ้าไปอยู่ในโรงเรียนเดียวกับที่เธอเรียนสมัยเด็กๆคงโดนครูฟาดน่องลายไปแล้วโทษฐานยืนค้ำหัวผู้ใหญ่...

"ถ้าครูจะมาพูดเรื่องไทยล่ะก็..." เด็กสาวเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ เอมิกาก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

"ครูคิดว่าไอริสควรไปขอโทษไทยนะคะ"

เด็กสาวหันกลับมาจ้องเธอเต็มตา นัยน์ตาสีน้ำข้าวเป็นประกายวาบด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง

"ทำไมไอริสจะต้องไปขอโทษไทยด้วยคะ?" เด็กสาวย้อนถาม หางเสียงติดจะเยาะนิดๆราวกับจะท้าทายให้ผู้เป็นครูคิดหาเหตุผลมาโต้ตอบ

"เพราะครูคิดว่าคราวนี้ไอริสทำรุนแรงเกินกว่าเหตุไปแล้วน่ะสิคะ ไทยถึงกับเลือดออกเชียวนะคะ"

"งั้นหรือคะ?" เด็กสาวเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นข้างเดียว คล้ายกับประหลาดใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่พริบตาต่อใความประหลาดใจก็หายวับไป เหลือเพียงท่าทีเย็นชาเช่นเดิมเช่นเดียวกับวาจาที่เด็กสาวเอ่ยออกมา

"ก็สมแล้วนี่คะ โดนซะมั่ง จะได้เลิกกวนใจคนอื่นซะที"

เอมิกาอ้าปากค้าง มองลูกศิษย์ตรงหน้าอย่างตกใจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กสาวจะกล้าพูดเช่นนั้นออกมา 

"ตรงไหนหรือคะที่ว่า 'สมแล้ว' ของไอริส" เอมิกาตั้งสติได้ในวินาทีถัดมาเป็นฝ่ายย้อนถามบ้าง ก่อนจะถามต่อไปด้วยเสียงที่ฟังเหมือนจะใสซื่อ

"ไทยลงมือทำร้ายร่างกายไอริสแล้วเหรอคะ?"

เอมิกาสบตากับนัยน์ตาสีน้ำข้าวที่บัดนี้ดูเหมือนจะเริ่มเปล่งแสงสีเขียวเรืองๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบโต้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจนด้วยเหตุผล ถ้อยคำ หรือเพราะกำลังนับหนึ่งถึงสิบหักห้ามใจไม่ให้กระโดดเข้าหักคอครู เอมิกาก็ฉวยโอกาสนี้พูดต่อไป

"ครูรู้ว่าไทยเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้เหมือนกัน และครูก็รู้ว่าไอริสไม่ชอบในสิ่งที่ไทยทำ แต่มันก็มีอีกตั้งหลายวิธีนี่คะ ที่จะแสดงความไม่พอใจโดยไม่ต้องทำอะไรรุนแรงแบบนั้น ถ้าไอริสอยากจะตอบโต้แบบ'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' เพื่อให้สมกันกับที่ไทยทำกับไอริส แค่ว่าไทยกลับไปบ้าง แบบนั้นครูรับได้ค่ะ แต่ที่ไอริสทำนั้นมัน..."

"ถ้าจะมาเทศนาด้วยเรื่องแค่นี้ล่ะก็... ขอตัวก่อนนะคะ ขี้เกียจฟัง" เด็กสาวโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมาอย่างไม่คิดจะรักษามารยาทอีกต่อไป ไอริสทำท่าจะเดินออกไปจาก แต่กลับต้องชะงักเป็นหนที่สองเมื่อครูสาวยังไม่ยอมให้ลูกศิษย์จากไปง่ายๆ

"ครูยังเหลือธุระกับไอริสอีกเรื่องหนึ่งค่ะ"

----------------------------------------------

3.

กล่องหุ้มกำมะหยี่สีน้ำเงินสดถูกยื่นมาตรงหน้า คิ้วเรียวของเด็กสาวขมวดเข้าหากัน แต่ก็เอื้อมมือมารับไปแต่โดยดี

"มงกุฎที่ไอริสให้ครูยืมใส่ไปงานปาร์ตี้ชุดแฟนซีค่ะ" เอมิกาอธิบาย "ครูเอาไปซ่อมให้แล้วค่ะ เหมือนใหม่เลย ลองดูสิคะ"

หากเอมิกาหวังว่าเด็กสาวจะเห็นมงกุฎที่พังยับเยินแล้วถูกซ่อมแซมอย่างประณีตจนคืนสภาพเกือบเหมือนเดิมทุกประการแล้วอุทานอย่างดีอกดีใจ หรือตื้นตันใจ เธอคงต้องผิดหวัง เพราะเด็กสาวเพียงแค่แง้มฝากล่องดูแล้วปิดลงดังเดิมด้วยท่าทีไม่ยี่หระต่อของข้างในเลยสักนิด

 

...แต่ถึงกระนั้น... แววตาที่เจ็บปวดรวดร้าวนั้น... ยังคงติดตา...

 

...แววตาแบบนั้น... ช่างเหมือนกับคนคนนั้นจริงๆ...

 

...เจ็บปวดและสิ้นหวัง... สิ้นอาลัยกับทุกสิ่งทุกอย่าง...

 

"ครูไม่เข้าใจ..." กว่าจะรู้ตัวคำพูดก็ล่วงผ่านริมฝีปากออกมาเสียแล้ว เด็กสาวเหลือบตาขึ้นมามอง ในดวงตาปรากฎเครื่องหมายคำถามขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปในเสี้ยววินาที

 

"ทำไมไอริสถึงเตะมงกุฎทิ้งล่ะคะ? นั่นของสำคัญ... ไม่ใช่เหรอคะ?"

 

ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดจากปาก เอมิกาก็นึกเสียใจว่าไม่ควรที่จะพูดเช่นนั้นเลย เพราะนัยน์ตาสีน้ำข้าวคู่นั้นเปล่งประกายกราดเกรี้ยวขึ้นมาทันที ราวกับความอดทนอดกลั้นใดๆก็ตามที่เจ้าตัวมีได้พังทลายไปพร้อมกับแรงอารมณ์ที่ระเบิดออกมากับเสียงตวาดกลับจนหมดสิ้น

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับครูเอมด้วยล่ะ? นี่มันมงกุฎของไอริส ไอริสจะทำอะไรกับมัน มันก็เป็นเรื่องของไอริส เลิกยุ่งไม่เข้าเรื่องสักที!!!!"

เด็กสาวกระชากเสียงใส่อย่างไม่หวั่นเกรงสถานภาพที่เหนือกว่าของอีกฝ่ายอีกต่อไป ใบหน้างามสะบัดใส่ ลอนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยสะบัดตัวไล่หลังมา ไอริสกำลังจะวิ่งออกไปจากศาลากลางสวน แต่มือเย็นเฉียบของใครบางคนเอื้อมมารั้งแขนเธอไว้เสียก่อน เด็กสาวหันกลับไปมองผู้เป็นครูอย่างฉุนเฉียว ไอริสพยายามกระชากแขนออก แต่มือของอีกฝ่ายก็ช่างเหนียวราวกับตีนตุ๊กแก

 

...นัยน์ตาสีน้ำตาลหลังแว่นหนาที่มองมานั้นทำให้เด็กสาวรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาวูบหนึ่ง...

 

...อย่ามองกันอย่างนั้น...

 

...เธอไม่มีสิทธิ์มามองฉันอย่างนั้น!!!...

 

...อย่ามาทำเป็นมองเหมือนเข้าใจฉัน... เหมือนเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเก็บซ่อนไว้...

 

...เธอไม่รู้จักฉันเลยสักนิดเดียว...

 

"เอาแต่คอยผลักไสคนอื่นๆให้ออกไปห่างตัว แล้วต้องอยู่คนเดียวแบบนี้..." น้ำเสียงของผู้เป็นครูนุ่มนวลนัก...

 

"ไม่เหงาบ้างเหรอคะ...ไอริส?"

 

THE END

----------------------------

สรุป

  1. ครูเอมมาหาไอริสที่ศาลากลางสวนตอนพักกลางวัน
  2. ครูเอมพยายามโน้มน้าวให้ไอริสไปขอโทษไทย แต่ไม่สำเร็จ
  3. ครูเอมคืนมงกุฎให้ไอริสแล้วถามถึงเหตุผลที่ไอริสเตะทิ้ง
  4. ไอริสทนไม่ไหวเผลอตวาดใส่ครูเอมไป
  5. ครูเอมถามว่าไอริสเหงามั้ย?

--------------------------------

หมายเหตุ

  1. Desperado ในเนื้อเพลงนี้อาจหมายความถึงพวกคนบ้าระห่ำ ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือคนที่หลังชนฝาแล้ว ทำอะไรก็ได้เพื่อเอาตัวรอด แต่ desperado ในภาษาสเปนแปลว่าคนที่สิ้นหวังก็ได้ และเป็นความหมายที่เลือกหยิบมาใช้เป็นธีมของฟิคนี้
  2. เนื่องจากฟิคนี้แต่งตอนงานเข้า เลยไม่ค่อยจะปะติดปะต่อนัก ออกอ่าว ออกทะเลไปบ้าง ขออภัยด้วยนะคะที่ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  3. ลึกไปรึเปล่าคะ? แม่ไอริส ถ้าลึกไปบอกนะคะ เดี๋ยวหั่นออกให้
  4. ครูเอมยังคงล้มเหลวในการรับมือกับนักเรียนที่มีปัญหาเช่นเคย และมีแนวโน้มว่าถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆเข้า เจ้าตัวอาจท้อใจแล้วลาออก หนีตามใครคนหนึ่งไปอยู่ต่างประเทศก็เป็นได้
  5. ตั้งแต่วันที่ 2-15 เดือนหน้า ขอลายาวค่ะ งานเข้า อย่างน้อยอยากเขียนเอนทรีผีๆส่งท้ายวันฮัลโลวีนสักเรื่องนะ ไม่รู้จะทันมั้ย... ที่ค้างไว้ก็มีคลาสของครูรันตร์ แท็ก1-4 การบ้าน 2 เอนทรี ไม่นับเอมเอส เอสเอส อะไรให้ปวดหัวอีก แอร้ยยยยย.... ถึงสิ้นปีจะเคลียร์หมดมั้ยเนี่ย
  6. แล้วพบกัน เอนทรีหน้า หนุ่มรุ่นสองเป็นพระเอกค่ะ 555
  7. แน่ล่ะว่าข้อ 4 น่ะ ไม่ใช่เรื่องจริงนะคะ โฮะๆ

----------------------------------------

บทส่งท้าย

ไอริสาไปแล้ว...

เด็กสาวสะบัดตัวออกจากมือของเธออย่างแรง และคราวนี้เอมิกาก็ไม่คิดที่จะรั้งเอาไว้อีก

"ไม่ใช่ธุระอะไรของครู อย่ามายุ่ง!!!" เด็กสาวสวนเสียงเกรี้ยวก่อนจะเดินกระแทกเท้าโครมๆออกไปจากศาลาชนิดไม่กลัวว่าศาลาจะพังเพราะแรงย่ำ เอมิกาถอนหายใจเฮือก ไหล่ลู่ลงด้วยความรู้สึกอ่อนล้าภายในใจ

 

...ช่วยเอาไว้ไม่ได้... อีกแล้ว...

 

ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เอมิกาอยากจะพูดกับลูกศิษย์ของเธอ แต่เธอก็ไม่ได้พูดออกไปเพราะเห็นว่าเด็กสาวปิดกั้นจิตใจเสียแน่นหนา มิหนำซ้ำยังต่อต้านอย่างรุนแรง

 

...แข็งนักมักหักโค่น...

 

เอมิการะลึกถึงปรัชญาข้อนี้เสมอ จึงจำใจต้องยอมปล่อยอีกฝ่ายไปก่อน ทั้งๆที่รู้ว่าหากปล่อยไปแล้ว เรื่องที่อยากพูด ก็อาจไม่มีวันได้บอกกับเจ้าตัวอีกตลอดกาล

 

...แต่ถึงมีโอกาสได้พูด แต่อีกฝ่ายยกมือปิดหูไม่รับฟัง... แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร...

 

...ถ้าดึงดัน จะหักหาญให้ได้อย่างใจแล้วทำให้ความสัมพันธ์ที่เปราะบางอยู่แล้วระหว่างเธอและเด็กสาวแตกหักลงไป...

 

...แล้วถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอีกในภายหลัง... ไอริสคงไม่มีวันที่จะฟังเธออีก...

 

เอมิกาไม่ได้คาดหวังถึงขนาดจะให้ไอริสากลายเป็นเด็กเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน อย่างน้อยที่สุดเธอก็อยากจะชี้ให้เด็กสาวเห็นว่าหนทางที่เจ้าตัวกำลังเดินอยู่นั้น หากยังจะเดินต่อไปนั้น จะต้องพบกับอะไรบ้าง

 

...หันคมดาบใส่ผู้อื่น สักวันคมดาบนนั้นก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง...

 

ในโรงเรียนแห่งนี้ เป็นสังคมที่สงบสุข เด็กๆส่วนมากก็เป็นเด็กดี... ความรุนแรงที่ไอริสได้กระทำลงไปนั้น โชคดีว่าไทยไม่คิดจะตอบโต้...

...แต่ในโลกภายนอกนั้นเล่า... ใครจะรับประกันได้ว่าหากไอริสทำอะไรลงไปแล้ว อีกฝ่ายจะไม่ตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกันหรือในบางครั้งก็รุนแรงยิ่งกว่า สุดท้ายไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ลูกศิษย์ของเธอก็คงต้องบาดเจ็บอยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง... และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ...

 

...ต้องอยู่อย่างเดียวดาย...

 

เอมิกาไม่อยากเห็นไอริสเดินซ้ำรอยร่วงลงหุบเหวไปเหมือนใครคนหนึ่งที่เธอเคยรู้จักเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

เธอทอดสายตามองตามหลังร่างของเด็กสาวที่กำลังเดินฉับๆออกไปจากสวน ร่างสูงติดจะเก้งก้างของใครคนหนึ่งโผล่เข้ามาทักทาย แต่คงจะโดนเด็กสาวสวนกลับเข้าให้เพราะเอมิกาเห็นเด็กหนุ่มทำคอย่น ถึงกระนั้นพอเด็กสาวเดินลับตัวไป อีกฝ่ายก็วิ่งตามไปติดๆ

 

เอมิกายิ้มออกมาได้นิดหนึ่ง...

 

...อย่างน้อยไอริสก็ยังมีใครคนหนึ่งที่คอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่นี่นะ...

 

...ถึงเจ้าตัวดูเหมือนจะยังมองไม่เห็นก็เถอะ...

 

Desperado, why don't you come to your senses
Come down from your fences open the gate

It may be rainin' but there's a rainbow above you
You better let somebody love you
You better let somebody love you
Before it's too late

 

...หวังว่าเธอคงยอมเปิดใจให้ใครสักคน...

 

...ก่อนที่จะสายเกินไป...

 

THE END

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไอริสเเรว้งงงงงงงงsad smile

การปะทะ แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก แต่ อา...คำพูดสุดท้ายของครูเอมเล่นเอาแทงใจดำฉึกเลยทีเดียว สร้างดาเมจได้ไม่น้อย...sad smile

แต่ว่าข้อ 4 นั่นอะไรครับ!!
*ปิดหูปิดตามองไม่เห็นข้อ7*

#1 By -((666 Error))- on 2009-10-28 17:30

"เอาแต่คอยผลักไสคนอื่นๆให้ออกไปห่างตัว แล้วต้องอยู่คนเดียวแบบนี้..."

น้ำเสียงของผู้เป็นครูนุ่มนวลนัก...

"ไม่เหงาบ้างเหรอคะ...ไอริส?"


ประโยคคุ้นๆราวกับเคยได้ยินใครบางคนเคยพูดให้ได้ยิน (?)

จริงๆผมว่าประโยคนี้น่าจะeffectต่อไอริสพอสมควรเลยล่ะ คำพูดไม่กี่คำ ถ้าพูดในจังหวะเวลานึงอาจไร้ความหมาย แต่เมื่ออยู่ในอีกจังหวะเวลา ความหมายของมันอาจยิ่งใหญ่มากก็ได้

ว่าแต่ว่า...
หมายเหตุข้อสี่นั่น...มันอะไรครับ?
(ปิดตาไม่รู้ไม่ชี้ข้อเจ็ดเช่นเดียวกับกฤษ-ฮา)

ป.ล. ถ้าไม่ว่างช่วงวันที่ 2-15 แบบนี้ ผมต้องร่นเวลาระเบิดขึ้นมาไหมนะ? (ดู จะไปยังซ่าเขวี้ยงระเบิดอีกแน่ะ???)

#2 By aki on 2009-10-28 18:23

อร๊ายยยยย รักครูเอม
- ฟิคเขียนไม่ลึกมากไปค่ะ กำลังดี (ที่จะต่อเอฟเฟ๊คไอริสในเทอม 2 แน่แนอน)
- คาแรคเตอร์ ไม่ผิดเพี้ยน โดนเน้นๆ ~ cry
- ได้ใจมวากกกกส์ ดาเมจครูเอม (รู้สึกสะใจลูกสาวยิ่งนักโฮะๆๆๆ)
- ปัญหาคือ ~ 2 - 15 ครูเอมงานเข้า แล้วครูเอมจะมาเล่น ต่อบทเอฟเฟ๊ค กับเค้าได้มั้ยนี่ แอร๊ยยยย แล้วเจอกันทาง ems นะคะ
- อ๊ะ ... คิดไปคิดมา 15 นาจะทันอยู่นะ ไว้เม้าส์กันนะคะ เอมมี่ ( เรามาถล่มลูกตัวเองกันเถอะค่ะ) double wink cry
ไอริส... เธอยังคงแรว๊ง
เสมอต้นเสมอปลาย

โดนใจคำพูดครูเอมสุดๆ
แบบนี้ผมไม่ยอมให้ครูเอมหนีตามใครไปแน่ๆ
ถ้าครูเอมหนีไป ผมจะเหมาเครื่องบินไปตามกลับมาเลยคอยดู

confused smile

#4 By Thai-Cubic on 2009-10-29 01:19