MainStory

[MS]เปิดใจ

posted on 21 Nov 2009 02:01 by irindel  in MainStory

This entry is a part of Cubicschool Project.

เอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นใน [EV]น้ำตา ของงานปาร์ตี้ชุดแฟนซี ค่ะ

 **รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลง รอฝั่งผปค.ครูเคน/พี่คิโยมาเช็คคาแรคเตอร์ค่ะ**

------------------------------------------------

1.

วันหนึ่ง ราวกลางเดือนกันยายน 2552 

เสียงพูดคุยหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนานสลับกับเสียงน้ำไหลดังแว่วมาให้ได้ยิน ตั้งแต่ก่อนที่ชายหนุ่มนักวิจัยชาวญี่ปุ่นจะเดินไปถึงหัวมุมอาคารเสียอีก รอยยิ้มเล็กๆจุดขึ้นที่มุมปากเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งที่เขาคุ้นเคยดีลอยลมมาพร้อมกับเสียงใสๆของพวกเด็กนักเรียนด้วย สองเท้าพาร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มไปหยุดยืนอยู่ห่างจากแปลงเกษตรของโรงเรียนไปไม่ไกลนัก เด็กนักเรียนหลายคนกำลังสาละวนดูแลแปลงผักที่ปลูกกันเองในชมรมอย่างขมีขมัน บ้างก็กำลังคอนฝักบัวรดน้ำใบใหญ่บรรจงรดราดลงไปบนผักที่ปลูกเรียงกันเป็นแถว บ้างก็กำลังนั่งยองๆถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ตามร่องดินออกมากองไว้เป็นหย่อมๆ

ท่ามกลางเสื้อสีขาวและผ้ากันเปื้อนสีเข้มของเหล่าเด็กนักเรียน ร่างเล็กบางของหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาวสีฟ้าดูจะโดดเด่นออกมาอย่างช่วยไม่ได้แม้จะสวมผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันก็ตาม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นทอประกายนุ่มนวลยามเฝ้ามองหญิงสาวยกถุงปุ๋ยขนาดใหญ่ขึ้นเทอย่างง่ายดายราวกับมันเบาเท่าปุยนุ่น เห็นตัวเล็กๆอย่างนี้ก็เถอะ ไม่รู้เธอไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ท่าทีทะมัดทะแมงยามจัดการกับบรรดาพืชผักเขียวขจีในร่องดินบ่งชัดว่าเจ้าตัวคุ้นเคยกับงานประเภทนี้เป็นอย่างดี ไม่ออกอาการซุ่มซ่ามทำของตกหล่นหรือถอยไปชนอะไรต่อมิอะไรล้มระเนระนาดอย่างที่เคยเป็นในยามปกติ

 

ชายหนุ่มขยับจะเดินเข้าไปทัก แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาต้องหยุดชะงักลงเพียงแค่ริมแปลงเกษตรเท่านั้น...

 

หญิงสาวพับแขนเสื้อของเธอขึ้นเสมอข้อศอกเพื่อให้สะดวกต่อการทำงานเผยให้เห็นท่อนแขนตั้งแต่บริเวณข้อมือต่อจากถุงมือทำสวนขึ้นมาจนถึงข้อศอก... ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่งเมื่อได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน

...บนท่อนแขนนั้น รอยแผลเป็นสีแดงเข้มนูนขึ้นมาจากผิวเล็กน้อยกระจายอยู่ทั่วไปนับสิบรอย บ้างก็เป็นทางยาวดูเผินๆคล้ายงูเกาะอยู่บนแขน บ้างก็เป็นรอยแผลกว้าง บ้างก็เป็นวงเล็กๆเต็มไปหมด...

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หญิงสาวก็เหลือบมาเห็นเขาเข้าพอดี เธอสะดุ้งเฮือกขึ้นทั้งตัว ใบหน้าที่เป็นสีแดงระเรื่อจากการออกแรงทำงานพลันซีดขาว ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้าง มือของเธอขยับไปดึงแขนเสื้อที่พับขึ้นไว้ให้ลงมาปิดรอยแผลอย่างรวดเร็วทั้งที่ยังสวมถุงมือทำสวนเปื้อนดินอยู่ ริมฝีปากของเธอเผยอค้างเล็กน้อย มีเพียงเสียงแผ่วหวิวจนแทบไม่ได้ยินหลุดรอดออกมา...

 

"คุณคิโยโนบุ..."

--------------------------------

2.

...เอมิการู้สึกว่าราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปเสียเฉยๆ...

 

...เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย... ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำจากฝักบัวที่พรั่งพรูลงไปกระทบใบผักที่ปลูกไว้ เสียงพูดคุยกันของเด็กๆ เสียงพลั่วกระทบก้อนกรวดและเม็ดดิน...

 

...ที่เธอได้ยินมีเพียงเสียงของหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากอกเท่านั้น...

 

...เขาเห็นแล้ว... ทำยังไงดี...

 

...ทำยังไงดี...

 

ถึงเธอจะเคยรับปากกับเขาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานปาร์ตี้ชุดแฟนซีให้เขาฟังหลังจากที่เขาเสร็จและส่งงานวิจัยไปแล้ว และถึงแม้จะทำใจยอมรับแล้วว่าจะไม่ปกปิดแผลเป็นจากสายตาคนในโรงเรียนอีก...

แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว เอมิกากลับรู้สึกว่าการเอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้กับชายหนุ่มช่างเป็นเรื่องยากเย็นเสียนี่กระไร

 

...ถ้าเขาเห็นแล้ว เขาเกิด...

 

แค่คิดว่าจะต้องเห็นสายตาที่แสดงถึงความรังเกียจ ความขยะแขยงอย่างปิดไว้ไม่มิดเหมือนที่เธอเคยเจอมาจากคนอื่นๆ... แค่คิดเท่านั้น หัวใจของเธอก็เจ็บแปลบราวกับถูกกรีดด้วยใบมีดคมกริบ...

 

...ถ้าเขาเห็น... แล้วเขารับไม่ได้... แล้วเลือกเดินออกไปจากชีวิตของเธอล่ะ...

 

...ในเมื่อชายหนุ่มของเธอมี"ตัวเลือก"มาเสนอตัวให้มากมาย...

 

 

...แล้วเขาจะเลือกของที่มี "ตำหนิ" อย่างเธอหรือ?...

 

...ถ้าหากเป็นอย่างนั้น... หากความสุขที่มีอยู่จะต้องสิ้นสุดลง... อย่างน้อย...

 

...ขอยืดเวลาออกไปอีกวันก็ยังดี...

 

...แต่ในตอนนี้... ในวินาทีนี้...

 

...เวลาของเธอ... หมดลงแล้วสินะ...

 

"ครูครับ" เสียงทุ้มต่ำของวายุดังขึ้น ฉุดเอมิกาให้หลุดออกจากห้วงความคิดที่กำลังจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ เธอหันหน้าไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งยองๆใช้เสียมพรวนดินอยู่เยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อย หัวใจของหญิงสาวเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นสายตาทุกคู่กำลังจับจ้องมาทางเธอเป็นตาเดียวกันด้วยความสงสัย

"ครูกลับไปก่อนก็ได้ครับ ที่เหลือพวกผมทำกันเองได้ครับ" น้ำเสียงของเด็กหนุ่มคนเดิมราบเรียบเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ส่ออารมณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่เอมิการู้ได้จากแววตาของอีกฝ่ายที่มองมายังเธอว่าคนพูดพอจะเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังพยายามหาทางออกให้เธออย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

"ขอบคุณค่ะ" ริมฝีปากของเธอคลี่ออกเป็นรอยยิ้มให้เด็กหนุ่มได้โดยไม่ต้องฝืนใจ แม้หัวใจจะยังคงเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บด้วยความวิตกกังวลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็ตาม เอมิกาหันหน้ากลับไปทางชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นแล้วเอ่ยออกมาเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคนโดยไม่ยอมสบตาอีกฝ่ายว่า

 

"คุณคิโยโนบุคะ ช่วยไปรอที่ศาลากลางสวนได้มั้ยคะ เดี๋ยวดิฉันขอตัวไปล้างมือก่อนนะคะ"

 

พูดจบเอมิกาก็รีบเดินไปทางห้องน้ำทันที หัวใจยังคงเต้นแรง โลกทั้งโลกเหมือนจะหมุนไปหมด หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวจนมาถึงห้องน้ำ พอเปิดประตูเข้าไปได้ และเห็นว่าไม่มีคน เอมิกาก็ทิ้งตัวลงพิงผนังกระเบื้องอันเย็นยะเยือกอย่างอ่อนแรง เธอหลับตาลงช้าๆ รอให้หัวใจที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งนั้นค่อยๆสงบลง จนเมื่อหัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติ เอมิกาจึงลืมตาขึ้น ถอนหายใจยาว แล้วเดินไปที่อ่างล้างมือ เธอค่อยๆดึงถุงมือทำสวนออกช้าๆ นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่เงาของท่อนแขนตัวเองในกระจก สมองพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของสติที่กระเจิดกระเจิงไปกลับมาไว้ด้วยกัน

เมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตนเองในกระจกอีกครั้ง ความวิตกกังวลใดๆที่เคยปรากฎอยู่ก็ได้เลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงแววตาอย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว...

 

...Que sera sera...

 

...อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด...

 

--------------------------------------------

3.

แดดสีส้มจางจากลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก่อนจะลาลับขอบฟ้าคล้ายจะย้อมทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นสีทองเมื่อเอมิกาเดินกลับออกมาจากห้องน้ำและมุ่งหน้าไปที่ศาลากลางสวน อากาศที่เคยร้อนอบอ้าวในยามบ่ายคลายความร้อนลงมาก หากแต่หญิงสาวกลับรู้สึกหนาวยะเยือกในอกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นแผ่นหลังของร่างสูงโปร่งที่ยืนทอดสายตามองออกไปนอกศาลา ก็ยิ่งสะท้อนใจ...

 

...หลังจากนี้... จะได้เห็นแต่แผ่นหลังของคุณที่เดินจากไปหรือเปล่า...

 

เสียงแกรกกรากของใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าคงทำให้เขารู้สึกตัว ชายหนุ่มจึงหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นเธอ ริมฝีปากของเขาก็คลี่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น... รอยยิ้มที่ทำให้เธอหัวใจเต้นแรง และมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็น เอมิกายิ้มตอบอย่างจืดเจื่อนก่อนจะเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม นัยน์ตาของเธอจับจ้องอยู่แต่ที่พื้นศาลา

 

...สายลมเย็นเบาบางพัดผ่าน... รอบตัวของทั้งสองมีเพียงความเงียบงัน...

 

"ตอนที่...เอ่อ... เราคุยกัน ดิฉันเคยบอกว่ามีความลับที่บอกคุณไม่ได้อยู่เรื่องหนึ่ง คุณ... จำได้มั้ยคะ..." เอมิกาเอ่ยถามขึ้นหลังจากนิ่งอยู่นาน

"ครับ..." ชายหนุ่มตอบรับด้วยเสียงนุ่มนวล อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้เอมิกาใจชื้นขึ้นจนพอจะพูดต่อไปได้

"แล้วก็เรื่องในงานปาร์ตี้ชุดแฟนซีเมื่อเดือนก่อนที่ดิฉันบอกว่าจะเล่าให้คุณฟังวันหลัง..." เอมิกาเท้าความถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้ายาว...

"นี่คือความลับที่ว่าค่ะ..." เอมิกาหลับหูหลับตารูดแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อยแล้วยื่นออกไปตรงหน้าชายหนุ่ม

 

"ฉัน...มีแผลเป็น... ทั้งที่แขนทั้งสองข้าง... แล้วก็ที่ขาด้วยค่ะ"

 

...โลกทั้งใบตกอยูในความเงียบ...

 

...เอมิการู้ตัวดีว่าขี้ขลาดอย่างน่าสมเพช... ทั้งๆที่ทำใจไว้แล้วว่าจะยอมรับอย่างกล้าหาญว่าแผลเป็นนี้คือส่วนหนึ่งของตัวเธอ... แต่ในตอนนี้เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียด้วยซ้ำ เพราะรู้ตัวดีว่าหากเห็นแม้รอยรังเกียจเดียดฉันท์ แค่เพียงแวบเดียวในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น...

 

...หัวใจเธอคงแตกสลาย...

 

เธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่แผ่วเบาบนท่อนแขน เธอเผลอลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณ ลมหายใจเหมือนจะสะดุดค้างอยู่แค่ลำคอเมื่อเห็นว่าสัมผัสที่รู้สึกได้เมื่อครู่เกิดจากปลายนิ้วของชายหนุ่มที่บรรจงแตะลงอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ

"ยังเจ็บอยู่รึเปล่าครับ?" น้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย นัยน์ตาสีน้ำตาลที่มองมาคู่นั้น นุ่มนวล อ่อนโยน เฉกเช่นที่เคยเป็นมาเสมอ ไร้ซึ่งร่องรอยของความชิงชัง รังเกียจ หรือขยะแขยงอย่างที่เธอหวาดกลัวมาตลอด เอมิการู้สึกว่ากระบอกตาร้อนผ่าว น้ำใสๆ อุ่นๆกำลังเอ่อท้นขึ้นมา

 

...ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินคำถามนั้น...

 

"ไม่เจ็บแล้วล่ะค่ะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เหมือนหัวเราะ แต่เหมือนจะเจือสะอื้นอันเกิดจากความโล่งใจเสียมากกว่า

"ดีจัง... ค่อยยังชั่วหน่อย" น้ำเสียงของชายหนุ่มโล่งอกจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนริมฝีปากเขานั้นราวกับแสงตะวันที่ขับไล่บรรยากาศอึมครึมที่โรยตัวอยู่โดยรอบให้ปลาสนาการไปในทันที เอมิกายิ้มตอบเขาบ้าง พยายามกลั้นน้ำตาไว้ ไม่ให้ไหลลงมาจนทำให้เสียเรื่องที่ตั้งใจจะพูดต่อไป...

 

...ไม่ได้รังเกียจกันใช่มั้ยคะ?...

 

...ที่ตรงนั้น... ข้างๆคุณ... ฉันจะยังยืนอยู่ตรงนั้นได้... ใช่มั้ยคะ?...

 

 

"ดิฉันถูกสุนัขรุมกัดตอนเด็กๆค่ะ" เอมิกาเลือกที่จะอธิบายเพียงสั้นๆ เพราะรู้จักอีกฝ่ายดีพอว่าเขาจะไม่ถามอะไร แต่จะรออยู่อย่างเงียบๆให้เธอเป็นฝ่ายเล่าออกมาเองเมื่อเธอพร้อม เอมิกาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานปาร์ตี้แฟนซีอย่างย่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอไม่ค่อยสบายใจที่จะพูดถึงนักเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนต้องลำบากใจแม้ไม่ใช่ความผิดของใครเลยสักคน ชายหนุ่มรับฟังอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว จนเอมิกาเล่าจบแล้ว เขาก็ยังคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ออกความเห็นอะไร

 

"ดิฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณก่อนหน้านี้..." เอมิกาเอ่ยเสียงอ่อนอ่อยเป็นเชิงขอโทษ "เพราะว่า..."

 

"ฉันไม่รู้ว่าคุณ...จะคิดยังไง...กับ... เรื่องนี้..." น้ำเสียงของเธอแผ่วหายไปท้ายประโยค

 

แทนคำตอบชายหนุ่มจับข้อมือเธอพลิกให้หงายขึ้นอย่างเบามือ ค่อยๆยกสูงขึ้น ก่อนจะก้มศีรษะลงมา วินาทีต่อมาริมฝีปากร้อนจัดก็แตะลงบนรอยแผลเป็นแผ่วเบา ส่งความอุ่นแผ่ซ่านจากจุดที่ประทับรอยจุมพิตไปทั่วตัว เอมิกาได้แต่ยืนตัวแข็งราวกับกลายเป็นหินอยู่เช่นนั้น ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจับไข้ หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากอก สมองขาวโพลน ว่างเปล่า นึกอะไรไม่ออกเลยสักอย่างเดียว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นทอประกายอ่อนโยน ลึกล้ำ ยิ่งกว่าครั้งใดๆยามเอ่ยเสียงนุ่มนวล

 

"ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยครับว่าผมคิดยังไง..."

 

ลำแสงสีทองสุดท้ายจากดวงอาทิตย์เริ่มจะเลือนหายไปแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาอย่างเชื่องช้าอาบไล้ทุกสิ่งให้กลายเป็นสีเทาขะมุกขมัว...

 

...หากแต่ในหัวใจของเอมิกาในเวลานั้น...สว่างไสว และอบอุ่น...เหลือเกิน...

 

THE END

-------------------------------------------------

สรุป

  1. พี่คิโยมาหาครูเอมที่แปลงเกษตร ครูเอมกำลังทำงานกับพวกเด็กๆในชมรมเลยพับแขนเสื้อขึ้น ทำให้พี่คิโยเห็นแผลเป็นของครูเอมโดยบังเอิญ
  2. ครูเอมหันมาเห็นพี่คิโยเข้าเลยหน้าซีด แต่ก็ตัดสินใจว่าจะเปิดเผย(เสียที)
  3. พี่คิโยกับครูเอมไปเคลียร์กันที่ศาลากลางสวน
  4. น้ำตาลแปดแสนกิโลหกเทกระจาด ไร่อ้อยเหี้ยนเตียนไปหนึ่งจังหวัดถ้วน...
  5. แฮปปี้ เอนดิ้ง... (สรุปอย่างนี้ มาตรบกันเลยดีกว่า... สาระใจความหามีไม่...กรั่กๆ)

-------------------------------------------

หมายเหตุ

  1. เป็นฟิคที่ทิ้งช่วงไปนานมากด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือลังเลอยู่นานว่าจะเผยอดีตอันดำมืด ที่มาของแผลเป็นไปด้วยเลยดีมั้ย แต่เนื่องจากพลอตดั้งเดิมวางไว้ได้อย่างเกรียนสุดฤทธิ์ คือสักแต่ว่าฉันอยากได้อย่างนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความสมจริงใดๆทั้งสิ้น หลังจากเขียนคิวบิกไปได้สักพัก เริ่มยึดหลักความสมจริงมากขึ้น ย้อนกลับมาดูพลอตตรงนี้แล้วเลยกุมขมับ เพราะมีช่องโหว่หลายจุดมาก และถ้าจะเอาพลอตนี้จริงๆ จะส่งผลกระทบต่อคาแรคเตอร์ของครูเอมอย่างแรง ครูเอมจะต้องดาร์กกว่านี้อีกมากมาย (เลเวลพอๆกับครูกวีเลยล่ะ) ประกอบกับไม่เคยปูพื้นเรื่องตรงนี้มาก่อนเลยในเอนทรีที่ผ่านๆมา ยิ่งทำให้ดูไม่ต่อเนื่องและเลื่อนลอย และที่สำคัญที่สุดคือหลังจากเขียนคิวบิกมาได้ปีกว่าๆ ในที่สุดก็ค้นพบตัวเองว่าไม่ถนัดเขียนแบบรันทด ดราม่า หม่นเศร้าเคล้าน้ำตาอย่างมาก ซึ่งถ้าจะยังดันทุรังเอาพลอตนี้มาใช้ คงต้องเขียนแต่เอนทรีหมองเศร้าแบบนี้ เลยตัดสินใจในที่สุดว่า แผลเป็นของครูเอมเกิดจากการถูกหมารุมกัด แค่นั้นพอ
  2. นอกจากพลอตที่ยุ่งเหยิงแล้ว พอลงมือเขียนครั้งแรกไปจนครึ่งเรื่องปรากฎว่ามุกไปซ้ำกับเอนทรีอื่นที่เคยเล่นมาแล้ว เลยต้องเขียนใหม่หมด... จากนั้นก็มีอุปสรรคเล็กๆน้อยๆมาตลอด กว่าจะเสร็จ เล่นเอาเหนื่อย
  3. หมู่นี้คว่ำกระปุกน้ำตาลใส่ฟิคบ่อยมาก... 555 ข้อนี้ขอยอมรับค่ะ พอดีชีวิตกำลังแห้งเหี่ยว เลยอยากได้อะไรๆมาเสริมพลัง 555
  4. เอนทรีต่อไปคาดว่าน่าจะเป็นคลาสของครูรันตร์นะคะ (ได้ข่าวว่าคลาสตัวเองยังไม่มีสักกะเอนทรีเลยนะ ปีนี้...)