[SS]คิดหนัก
posted on 03 Dec 2009 14:50 by irindel in SideStoryThis entry is a part of Cubicschool Project.
เอนทรีนี้ต่อเนื่องจากเอนทรี คำขอ ของผปค.ครูเคนค่ะ
------------------------------------------
1.
เย็นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ที่บ้านครอบครัวเจนภพ...
เสียงบานประตูมุ้งลวดเปิดดังขึ้นเบาๆเรียกให้หญิงวัยกลางคนที่กำลังคนอะไรบางอย่างในหม้อบนเตาหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นลูกสาวเดินเข้ามา คุณนายเอมอรก็แทบจะทิ้งทัพพีเดินแกมวิ่งเข้าไปหา แล้วตรงเข้ากอดลูกสาวเสียเต็มแรง
"ยัยเอมเอ๊ยยยยย... ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้ แม่ล่ะภูมิใจในตัวลูกจริงๆ" คุณนายลูบหัวลูบหลังลูกสาวอย่างรักใคร่ น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มปิติยินดียิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง แม้ลูกสาวจะทำตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ด้วยความตกใจคุณนายก็หาได้สนใจไม่
"ยังไม่ได้กินข้าวเย็นมาใช่มั้ย หิวล่ะสิ มาๆ นั่งนี่เลย วันนี้แม่ทำกล้วยบวชชีของโปรดของลูกไว้ด้วยนะ" คุณนายเอมอรรีบรุนหลังลูกสาวไปยังโต๊ะกินข้าวเล็กๆในครัวโดยไม่ฟังเสียงอ่อยๆที่พยายามจะประท้วงของลูกสาว
"เดี๋ยวก่อนค่ะแม่..."
"นั่งเลยลูก เดี๋ยวแม่คดข้าวให้เอง วันนี้แม่ทำของชอบของลูกไว้ตั้งหลายอย่าง วันที่มีเรื่องน่ายินดีอย่างนี้ก็ต้องฉลองกันเสียหน่อย จริงมั้ย?" คุณนายเอมอรกระวีกระวาดไปเปิดหม้อหุงข้าว หยิบทัพพีมาคดข้าวสวยหอมกรุ่น ควันขึ้นเป็นสายใส่จานส่งให้ลูกสาว และอีกจานให้ตัวเอง จนคุณนายนั่งลงตรงข้ามกับลูกสาวที่โต๊ะทานข้าว คุณนายถึงเพิ่งจะสำเหนียกได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติไป... สายตาคมกริบประดุจเหยี่ยวจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของลูกสาว แม้ดวงตาคู่นั้นจะซ่อนอยู่ใต้แว่นกรอบหนา แต่ด้วยความเป็นแม่บวกกับการที่อยู่ใกล้ชิดกันมานาน คุณนายก็รู้ได้จากสีหน้ากระอักกระอ่วน และพิรุธในแววตาคู่นั้นว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเข้าเสียแล้ว
"เป็นอะไรไป ยัยเอม ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ มีคนมาขอแต่งงานทั้งที ทำไมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น?"
"คือว่า..." น้ำเสียงของลูกสาวดูอึกอัก มิหนำซ้ำพอโดนจ้องเข้ายังหลบตาเสียอีก...
...หรือว่า...
เหมือนสายฟ้าผ่าเปรี้ยงเข้ามาในหัว คุณนายวางช้อนส้อมลงกับจาน ริมฝีปากอิ่มคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมขัดกับน้ำเสียงหวานเจี๊ยบที่เอ่ยออกมาโดยสิ้นเชิง
"อย่าบอกนะว่าลูกปฏิเสธพ่อหนุ่มซามูไรไปน่ะ"
"ป่ะ...เปล่าค่ะ..." แม่ลูกสาวตัวดีปฏิเสธปากคอสั่นทำให้คุณนายโล่งใจขึ้นมาระดับหนึ่ง ก่อนหัวใจจะวูบลงไปอีกเหมือนรถไฟเหาะที่ดิ่งลงอย่างกระทันหันเมื่อลูกสาวตอบเสียงอ่อยๆว่า
"หนูแค่บอกคุณคิโยว่า...ขอเวลาคิดก่อนน่ะค่ะ"
เพียงเท่านั้น ระเบิดนาปาล์มก็หล่นลงใส่หลังคาบ้านเจนภพดังตู้มมมมมม!!!!
-------------------------------------
2.
"ไหน... มีเหตุผลอะไรว่ามาซิ" คุณนายเอมอรเค้นเสียงลอดไรฟันถามออกมาจนได้หลังจากพายุอารมณ์เริ่มสงบลง ส่วนต่อของประโยคที่ละเว้นไว้ ไม่ได้พูดออกมาแต่เอมิการู้แจ้งแก่ใจดีก็คือ
...ถ้าเหตุผลฟังไม่ขึ้นล่ะก็... งานนี้จบไม่สวยแน่...
"คือ...ถ้าหนูแต่งงานกับคุณคิโยโนบุ... หนูคิดว่าหนูคงต้องลาออกจากโรงเรียนแล้วย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นกับเขา คุณคิโยโนบุคงไม่มีทางย้ายมาอยู่เมืองไทยกับหนูหรอกค่ะ" เอมิกาถอนหายใจยาว
"นั่นมัน ไม่ เห็น จะ เป็น ปัญหา ตรง ไหน" คุณนายเอมอรเอ่ยช้า ชัด ทีละคำ ราวกับจะเน้นย้ำทุกถ้อยให้ฝังลงไปในสมองของลูกสาว
"เป็นสิคะ" เอมิกาถอนหายใจออกมาอีก "ถ้าหนูไปอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว แม่จะอยู่กับใครล่ะคะ?"
"ก็อยู่กับสมปอง กับพวกลุงๆป้าๆนี่แหละ อาจจะกิ๊กอีกสักโหล ทำไม? กลัวแม่เหงาหรือไง?" น้ำเสียงคุณนายยังตีรวน เนื่องจากยังไม่หายงอนลูกสาวที่บังอาจทำลายความฝันของตนเสียย่อยยับอัปรา
"หนูเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของแม่มากกว่า เกิดแม่เป็นอะไรไปตอนกลางคืน..." ยังไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ คุณนายก็ยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนปัดให้เรื่องนั้นตกไป
"ไม่ต้องเป็นห่วงแม่เรื่องนั้น แม่คิดเอาไว้แล้ว แม่จะเอาหนูชมพู่ หลานป้าสารภีมาอุปการะ ยัยหนูนั่นชอบทำขนม แถมยังฝีมือไม่เลว แม่ว่าจะให้เขารับช่วงทำขนมต่อจากแม่ ให้มาอยู่กับแม่ แม่จะได้สอนเขาด้วย เขาก็จะได้ดูแลแม่ด้วย เผื่อแม่เป็นอะไรไปอย่างที่ลูกว่า ลูกว่าเป็นยังไง?" คุณนายจาระไนแผนการอนาคตที่วางไว้ให้ลูกสาวฟังเป็นฉากๆ แล้วรีบสรุปปิดประเด็นโดยไม่รอฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย
"เป็นอันว่าประเด็นนี้ตกไป มีเหตุผลอะไรอีก? ว่ามา"
เอมิกาถอนหายใจเฮือกอีกไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไรแล้ว แต่ไหนแต่ไรมา เธอไม่เคยเถียงชนะแม่ได้เลยสักครั้ง...
"หนูยังอยากทำงานเป็นครูที่โรงเรียนลูกบาศก์ต่อค่ะ ถ้าไปอยู่ที่โน่นคงไม่ได้ทำงานอะไร... อยู่ว่างๆไม่รู้หนูจะอยู่ได้มั้ย" เอมิกาเลือกที่จะพูดสั้นๆ เพราะอธิบายไปก็ไม่รู้ว่าคุณนายจะเข้าใจหรือเปล่าถึงเรื่องที่เธอคิดอยู่ในใจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนนัก สำหรับเธองานคือความภาคภูมิใจ และคุณค่าของตัวเธอ เป็นสิ่งที่เธอทำได้ในฐานะที่เป็นตัวเอง หาเงินเลี้ยงตนเอง พึ่งพาตนเองได้ด้วยความสมารถที่ตนมี หากต้องไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เธอคงหางานทำไม่ได้ ต้องพึ่งพารายได้จากผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคตแต่เพียงอย่างเดียว... และหากต้องอยู่บ้าน มีเวลาว่างมากๆ เอมิกาก็ไม่ค่อยจะไว้ใจตัวเองว่าจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปร้อยแปดพันเก้าจนทำให้ทั้งตัวเองและอีกฝ่ายพลอยไม่มีความสุขไปด้วยหรือไม่
อีกประการหนึ่ง... เธอคิดว่าเธอยังไม่พร้อมจะทิ้งโรงเรียนลูกบาศก์ไป...
...มีอีกหลายเรื่องเหลือเกินที่เธออยากจะทำที่นี่...
"แล้วจะปล่อยตัวเองให้อยู่ว่างทำไมกันเล้า!!!" คุณนายขึ้นเสียงสูงปรี๊ดจนกระชากเอมิกาออกมาจากห้วงความคิดอันหนักอึ้ง เธอกระพริบตาปริบเมื่อเห็นมุมปากข้างหนึ่งของคุณนายกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ชวนให้คนมองรู้สึกร้อนๆหนาวๆ
"ก็รีบๆมีลูกเข้าซะสิ ขี้คร้านจะยุ่งจนไม่มีเวลานอนด้วยซ้ำ"
"แม่คะ!!!" เอมิกาส่งเสียงประท้วง ใบหน้าแดงก่ำราวลูกตำลึงสุกกับคำแนะนำที่ออกจะแหวกแนวจากผู้เป็นแม่
"แหม... ลูกคนนี้นี่ คิดมากไม่เข้าเรื่อง มันจะไปยากอะไร้ ก็ไหนลูกว่าบ้านเขาทำกิจการดอกไม้ๆอะไรนั่นไม่ใช่เรอะ ก็ไปทำกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง" คุณนายปัดตกไปอีกประเด็นอย่างง่ายดาย แต่คราวนี้เอมิกาสบจังหวะเหมาะที่จะดึงเรื่องเข้าสู่ประเด็นที่ต่อไป
"เรื่องนี้ก็ด้วยค่ะ... หนูยังไม่เคยเจอครอบครัวของคุณคิโยโนบุเลย... อย่างน้อย... หนูก็อยากเจอพวกท่านสักครั้ง..." เอมิกาขยับตัวอย่างอึดอัดเล็กน้อย ดวงตาหลังกรอบแว่นไหววูบยามสารภาพความในใจทั้งหมดออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"หนูอยากรู้ว่าเราเข้ากันได้รึเปล่า... หนูไม่อยาก..." หญิงสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากัน "หนูไม่อยากให้เรื่องมันกลายเป็นว่าถ้าเราเข้ากันไม่ได้แล้วคุณคิโยโนบุต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย แบบนั้นทุกคนคงพลอยลำบากใจกันไปหมด"
คราวนี้คุณนายนิ่งเงียบ ไม่โต้แย้งออกมาทันทีอย่างเคย นัยน์ตายาวรีคล้ายแมวจับจ้องอยู่ใบหน้าที่ส่อแวววิตกกังวลของลูกสาวนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผิดจากก่อนหน้านั้นลิบลับ
"เท่าที่แม่ได้คุยกับแม่เขา... แม่ว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ ฝ่ายนั้น..." คุณนายเอมอรยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงบทสนทนาที่โต้ตอบกันผ่านทางโทรศัพท์เมื่อเช้า
"ว่าแต่ แม่ว่าลูกมัวแต่กังวลเรื่องโน้น เรื่องนี้มากเกินไป จนลืมเรื่องสำคัญไปอย่างนะ" คุณนายหันกลับมารับมือกับลูกสาวต่ออย่างใจเย็นกว่าเคย พอเห็นลูกสาวมองมา ทำหน้าตาฉงนฉงาย คุณนายก็คลี่ยิ้มหวานก่อนจะปล่อยหมัดขวา ลูกตรง ฮุคเข้ากระโดงคางคู่ต่อสู้อย่างจัง
"แล้วตกลงลูกอยากแต่งกับพ่อหนุ่มนั่นรึเปล่าล่ะ?"
-------------------------------
3.
...อยากแต่งกับเขามั้ย?...
คำถามของผู้เป็นแม่เรียกสีเลือดให้ซ่านขึ้นบนผิวแก้ม เอมิการู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัวราวกับตกลงไปอยู่ในกองไฟเช่นเดียวกับตอนที่เธอกับเขาอยู่ที่ศาลาริมทะเลด้วยกัน... ตอนนั้นเอมิการู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพลิกคว่ำคะมำหงาย เธอต้องรวบรวมสติอยู่นานกว่าจะเริ่มรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวรอบๆตัว
...อยากแต่งกับเขามั้ย?... อย่างนั้นเหรอ?...
คำถามนั้นดังก้องอยู่ในหัว เอมิกาได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงจะไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากของเธอ คนที่อยู่ตรงหน้าก็เหมือนจะรู้ดี
"อยากแต่งก็แต่งไปเถอะ" คุณนายสรุปด้วยน้ำเสียงสะบัดๆ "แต่ถ้าไม่อยากไปญี่ปุ่นขนาดนั้น ก็ลองถามพ่อหนุ่มนั่นดูสิว่าเขาจะโอเคมั้ยถ้าจะแยกกันอยู่แล้วพอพักร้อน ปิดเทอมค่อยบินไปที่โน่น หรือจะยังไง" คุณนายพยายามหาทางออกให้อย่างประนีประนอมที่สุด ทั้งๆที่ในใจนึกหมั่นไส้อีกฝ่ายจนอยากจะหยิกให้เนื้อเขียวเสียนัก มีอย่างที่ไหน อยู่เป็นโสดมาจนป่านนี้แล้ว เกิดจะมีแฟนกับเขาขึ้นมาสักคน เขาขอแต่งงานแล้วยังจะมาทำเป็นเล่นตัวอีก
"มันจะดีเหรอคะแม่?" เสียงอ่อนอ่อยของลูกสาวเรียกให้คุณนายกลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง
"จะเรียกร้องเอาแต่สิทธิ โดยไม่ทำหน้าที่แบบนี้ มันจะดีเหรอคะ? แม่"
THE END
--------------------------------
สรุป
-
ครูเอมกลับมาบ้านในเย็นวันที่พี่คิโยขอแต่งงาน คุณนายเอมอรเตรียมฉลองยกใหญ่
-
แต่พอรู้ว่าครูเอมยังไม่ได้ตอบตกลงก็เลยฟิวส์ขาดเล็กน้อย หลังจากตั้งสติได้แล้วก็ถามหาเหตุผล
-
เหตุผลของครูเอมคือ ถ้าแต่งงานแล้วก็คงต้องไปอยู่ที่ญี่ปุ่นกับพี่คิโย แต่... หนึ่งคือกลัวไม่มีใครดูแลคุณนายเอมอร สองคือยังอยากทำงานเป็นครูต่อไป และสามคืออยากพบครอบครัวพี่คิโยสักครั้งก่อนตัดสินใจเพราะไม่อยากให้กลายเป็นปัญหาในอนาคตหากเข้ากันไม่ได้
-
คุณนายเอมอรปัดประเด็นปัญหาตกหมดก่อนถามคำถามสำคัญว่าครูเอมอยากแต่งกับพี่คิโยรึเปล่า
-
ครูเอมยังคงพยายามหาทางออกสำหรับสถานการณ์ตรงหน้านี้ต่อไป
----------------------------------
หมายเหตุ
-
ตกลงว่าที่คว่ำกระปุกน้ำตาลมาหลายเอนทรีจนโดนผึ้งต่อยนี่... เพราะของจริงมันจะขม?
-
เข้าทรงครูเอมคราวนี้เหนื่อยมาก... ต้องคิดโน่น คิดนี่ จุกจิกเยอะแยะไปหมดตามประสาคนเป็นผู้ใหญ่ มีภาระติดตัว เป็นอิชั้นหน่อยล่ะไม่ได้ เซย์เยสไปตั้งแต่ตอนที่เขาขอแล้ว 555 (/เพราะงี้แหละ เลยไม่มีใครมาขอ 555)
-
ประโยคสุดท้ายครูเอมหมายความว่า ครูเอมจะได้สิทธิเป็นภรรยา ได้รับความรักจากพี่คิโย เป็นคนสำคัญในชีวิตพี่คิโย แต่ดันไม่อยู่เคียงข้าง ไม่ทำหน้าที่ภรรยา คอยอยู่เคียงข้างทั้งในยามทุกข์และยามสุข คอยอยู่ดูแลแบบนี้ มันจะไม่เอาเปรียบกันเกินไปหรือ?
-
อ่านจนจบแล้วก็ยังไม่พบคำตอบ? ขอเชิญไปหาคำตอบเอากับฟิคทางฝั่งโน้นเอาเองค่ะ กรั๊กๆๆๆๆ (/หลบสหบาทาสุดชีวิต) เอาน่า รู้ก่อนก็หมดสนุกน่ะสิ จะขมหรือจะหวาน โปรดอดใจรอ (/แอร้กกก โดนพ่อยก แม่ยกกระทืบ)
-
ความจริงคืองานเข้า เท้าบวม แต่ถ้าไม่อัพ ไหดองมันจะระเบิดแล้ว จะทำให้คนอื่นเขียนฟิคต่อไม่ได้ เลยปล่อยเอนทรีใช้หนี้(รัก)ออกมาก่อน
-
พบกันคราวหน้ากับคลาสตอนต่อไป และมหกรรมน้ำตาลเคี่ยวที่ยังคงดำเนินต่อไป 555
-----------------------------------
บทส่งท้าย
"...ถึงดิฉันจะรักคุณมากแค่ไหน แต่ดิฉันก็ไม่อาจเสียสละ...ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้เพื่อคุณ... และตัวดิฉันเองก็จะไม่ขอให้คุณทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดิฉัน..."
คำพูดที่เธอเคยเอ่ยเตือนเขาไว้เมื่อครั้งที่เรื่องราวของเขาและเธอเพิ่งจะเริ่มต้น ไม่นึกเลยว่าจะย้อนกลับมาเป็นบ่วงรัดคอตนเองในท้ายที่สุด
...รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าสักวัน วันนี้จะต้องมาถึง...
...วันที่เธอต้องเลือก... ระหว่างความรัก.... และความฝัน...
ถึงฝ่ายนั้นจะบอกเธอว่าไม่ได้ต้องการให้เธอตามเขาไปอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่เอมิกาไม่รู้... เธอนึกไม่ออกว่าคนเราจะรักษาชีวิตสมรสไว้ได้อย่างไรหากต้องอยู่ห่างไกลกัน ได้พบกันแค่ช่วงสั้นๆ ก่อนต้องจากกันไกลอีก ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...
...เขากับเธอจะเข้มแข็งพอที่จะรักษา"สายใย"ระหว่างคนสองคนไว้ได้มากแค่ไหน... นานแค่ไหน...
...ก่อนที่ความเหงาจะกัดเซาะ ก่อนที่ความห่างไกลจะกัดกร่อน จนสายใยขาดสะบั้น...
...แล้วเธอจะอยู่โดยไม่มี"หัวใจ" ได้หรือไม่...
...หรือเธอจะเลือกอยู่โดยไม่มี"ความฝัน"...
หากเป็นไปได้ เอมิกาก็อยากรักษาไว้ให้ได้ทั้งสองสิ่ง แต่...
ชีวิต... ไม่เคยให้อะไรกับใครมากถึงขนาดนั้น...
THE END